Mode:  
      Register  |  Login  
 
 
 
Practitioner's Notebook Archives
 
If we look for freedom as a state of mind that stands in contrast to the claustrophobia of our conditioned states, our journey is going to be a long one indeed.   Read More...

Daily meditation, when we give it enough time, can be such a wonderful and astonishing, and also humorous process.   Read More...

In meditation, you always have to see what specific work there is to do...   Read More...

The hero’s journey is not just inner. Often meditators think of the hero’s journey as being essentially a strictly inward thing.   Read More...

The authentic teacher is on a journey him or herself. When you sign up to study with such a person...   Read More...

At any given time, the doorway to the great space of Dharmadhatu can be found within the body...   Read More...

Within the energetic field of the body, which is generally homogeneous and consistent at any one time, there is always a gate...   Read More...

We need to realize that, in our practice, in our bodies, and in our direct unmediated experience that awareness is the body, the body is awareness.   Read More...

Often in our practice, especially when we are quite distracted, we need to start off with a lot of discipline in our shamatha, we need considerable effort and exertion.   Read More...

We have to realize that beneath all of our struggle, our daylight world of anxious activity, there is a process going on...   Read More...

Page 1 of 12First   Previous   [1]  2  3  4  5  6  7  8  9  10  Next   Last   


Realization Is So Simple
 
การตื่นรู้เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา เพียงแค่เราผ่อนพักอยู่ในธรรมชาติของจิต ไม่มัวสับสนและหมกมุ่นไปกับเสียงซุบซุบของโลกภายนอกจากสถานการณ์ ผู้คน หรือ โลกภายในของคลื่นอารมณ์และความคิดฟุ้งซ่าน

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะผ่อนพักในลักษณะนั้น ประสบการณ์ทั้งหลายก็จะไหลผ่านตามวิถีทางของมัน ชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยพื้นที่ให้แก่การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งสากลจักรวาล ผุดบังเกิดและดับสลายจากความเข้าใจที่สมบูรณ์และการตอบสนองที่เหมาะสม

หน้าที่ของเราในฐานะโพธิสัตว์ คือการฝึกฝนในธรรมชาติเดิมแท้ของจิต จากนั้นจึงมอบความเชื่อใจให้สรรพสิ่งเลื่อนไหลจากธรรมชาติเดิมแท้นั้น ๛
Having the Guts
 
การรู้แจ้งหาใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากการมีความชัดเจนในการมองสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง และมีกึ๋นพอที่จะใช้ชีวิตประจำวันตามแนวทางแห่งการรู้แจ้งนั้น ในพุทธศาสนาความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันดีในคุณลักษณะที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ของปัญญาและกรุณา อันเปรียบได้กับปีกสองข้างแห่งการรู้แจ้ง ๛
Divine Revelation
 
จงอย่ามัวเฝ้ามองหาเทพพยากรณ์หรือพรจากสวรรค์เพื่อจะมาแก้ปัญหาชีวิตทั้งหลายของคุณ สถานที่เดียวที่เราจะสามารถพบสัจธรรมสูงสุดแห่งชีวิตก็คือภายในจิตใจอันเป็นอิสระจากหลักการและสมมติสัจจะ น้อยครั้งที่ปัญญาญาณจะมาเยี่ยมเยือนในรูปแบบของสายฟ้าฟาด ซึ่งนั่นออกจะดูง่ายไปเสียหน่อย เพราะจริงๆแล้วปัญญาเป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ราวกับการเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำทะเลที่ยากจะมองเห็น อย่างไรก็ดีการ”ย่ำเหยาะเหยาะ” ที่ว่านั้นก็จะค่อยๆนำพาเราไปสู่สถานที่ที่เราโหยหาในท้ายที่สุด ๛
Don’t Worry About Your Problems
 
จงอย่ามัวเฝ้ากังวลอยู่กับปัญหาส่วนตัว ขอเพียงฝึกฝนจิตใจให้กลับสู่พื้นที่ว่างภายใน ปัญหาเหล่านั้นก็จะคลี่คลายด้วยตัวของมันเองสู่คำตอบที่เยี่ยมยอดที่สุด แน่นอนว่าคำตอบนั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่เราคาดหวัง อีกทั้งอาจจะเป็นสิ่งที่ผลักให้เราตกสู่สถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัวหรือไร้หลักประกันใดๆยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในฐานะผู้ฝึกฝนบนสายธรรมเราจะต้องเปิดใจและตระหนักว่า คำตอบชีวิตในลักษณะนั้นมีความสอดคล้องกับสัจธรรมสูงสุดมากยิ่งกว่า ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่สำหรับการตัดพ้อแต่ประการใด ๛
Our Body Is Awareness
 
จากประสบการณ์ที่สัมผัสได้ในการภาวนา จำเป็นที่เราจะต้องตระหนักว่า สภาวะการตื่นรู้นั้นคือร่างกาย และร่างกายก็คือพลังแห่งการตื่นรู้

นี่คือสัจธรรมสูงสุดแห่งการภาวนา เมื่อเราสามารถมองเห็นความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจน การเดินทางแห่งจิตวิญญาณที่ถูกเก็บไว้ในทุกอณูของร่างกายก็จะค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมา เป็นชีวิตของเรา ชีวิตที่แท้ในทุกขณะ ในวิถีทางที่รื่นรมย์ ตรงไปตรงมา อย่างที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามแต่ประการใด ๛
The Authentic Teacher
 
ครูบาอาจารย์ที่แท้ คือ บุคคลที่กำลังย่างก้าวบนเส้นทางแห่งการฝึกตนด้วยตัวของเขาเอง

เมื่อคุณเลือกที่จะฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านใด คุณหาได้กำลังเอาตัวเองไปผูกติดเพื่อรับคำสอนหรือข้อมูลอันเดียวที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ได้รับเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ คำสอนที่ดูเหมือนคุณจะเป็นเจ้าของได้นั้นแสดงถึงวิถีทางของวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ อันแสดงถึงมิจฉาทิฐิในตัวของอาจารย์ท่านนั้น

ทางที่ถูก คุณจะต้องร่วมเดินทางไปกับอาจารย์บนเส้นทางสายที่ท่านกำลังเดินอยู่ เข้าสู่กระบวนการที่เป็นพลวัต ไม่หยุดนิ่ง ในชีวิตของท่าน

ในการฝึกฝนเรียนรู้กับอาจารย์ คุณหาได้กำลังเรียนรู้ "บางสิ่ง" แต่กลับเป็นเรื่องง่ายๆอย่าง "เรียนรู้ที่จะเป็น" อันเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไป

..โดยการเดินทางนี้มีเป้าหมายเดียว คือ การเผชิญหน้ากับความไม่รู้ในทุกๆย่างก้าว ไปพร้อมๆกับอาจารย์ของคุณ ๛
Practice and the Lineage
 
การปฏิบัติในแต่ละวันของเรามีเป้าหมายเพื่อการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสายธารแห่งการตื่นรู้

เพราะชีวิตในโลกสมัยใหม่นั้น เต็มไปด้วยสิ่งบันเทิงยั่วยวน ที่ชวนให้เราหลับใหลอยู่ตลอดเวลา สายธารที่ว่าเป็นหนทางเดียวที่จะเติมพลังแห่งคุณค่าและความหมายให้กับการดำรงอยู่ ท่ามกลางโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่งรอบตัว ๛
Without Exiting
 
คุณสามารถมีครอบครัว ใช้ชีวิตในสังคม ทำในสิ่งที่คุณรัก...แต่มีข้อแม้ก็คือ แรงบันดาลใจที่ว่านั้นจะต้องออกมาจากพื้นที่ภายในของความไม่มีตัวตน

ในภาวะอนัตตาที่ว่านั้น เราสามารถพบกับประสบการณ์ และการตอบสนอง แต่ด้วยเหตุที่ว่ามันปราศจากแรงต่อต้านภายใน ที่โดยปรกติแล้วเราพยายามสร้างขึ้นเพื่อขัดขืนและควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง ภาวะอันปราศจากตัวตนจึงเปี่ยมไปด้วยพลวัตของพลังสร้างสรรค์อันสมบูรณ์และเป็นอิสระ ที่ผุดบังเกิดขึ้นภายในตามเหตุปัจจัยที่เป็นจริงในแต่ละย่างก้าวของการเดินทางแห่งชีวิต ๛
Even Slightly Aggressive
 
บ่อยครั้งที่เราพบกับสภาวะจิตที่ค่อนข้างจะฟุ้ง และเกาะเกี่ยวกับเรื่องราวในหัวได้อย่างง่ายดาย เมื่อนั้นเราจำเป็นจะต้องกลับมาสู่สมถะภาวนา เพิ่มความแน่วแน่มั่นคงให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามและความอุตสาหะ แม้มันอาจจะทำให้เรารู้สึกราวกับเสแสร้ง หรือถูกควบคุมอย่างไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง

แน่นอนว่าหากมองในแง่ของเป้าหมายของภาวนา สมถะอาจดูเป็นเทคนิคที่ออกจะก้าวร้าวไปสักหน่อย แต่ในสายคำสอนที่สืบทอดมายาวนานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เราจำเป็นที่จะต้องไร้ความเมตตาต่อการ "เวียนว่ายในหัว" ณ จุดนั้นขอให้มองเสียว่านี่คือเทคนิคชั่วคราวที่เรานำมาใช้อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้จิตเข้าสู่ภาวะที่สงบเยือกเย็น จนเรารู้สึกได้ถึงความอ่อนโยน การผ่อนพัก และการปล่อยวางสู่ความไม่พยายามอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของจิต

ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะนำมาซึ่งความตั้งใจที่ไม่สั่นคลอนในเทคนิคบางอย่างที่อาจจะดูยากและแข็งเกร็ง ต่อเมื่อเราเข้าใจว่ามันเป็นเพียงเป้าหมายชั่วคราวที่สำคัญในแนวทางของการฝึกฝน มันก็จะช่วยลดความเป็นไปได้ที่เราจะไปยึดติดกับเทคนิคเหล่านั้นจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริงของการพักใจในธรรมาสภาวะของจิต ๛
Every Act of Creation
 
ทุกๆการกระทำแห่งการให้
ทุกๆการกระทำแห่งการสร้างสรรค์
ต่างก็สัมพันธ์กับการปล่อยวางและความตาย..

ไม่ว่าจะเป็นชั่วขณะของการถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การคลอดบุตร การหมดลมหายใจ หรือแม้แต่วินาทีที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ผุดบังเกิดขึ้น

แม้วันหนึ่งเราอาจจะรู้สึกราวกับตื่นขึ้นมาจากกองเถ้าถ่าน มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร หน้าที่ของเรามีเพียงอย่างเดียว คือ การก้าวเผชิญกับความกลัว แล้วศิโรราบให้กับกระบวนการคลี่บานของชีวิตในทุกขณะ ๛
The Loneliness of the Journey
 
สิ่งที่เรียกกันว่า "ความโดดเดี่ยวของการเดินทาง" คือ

๙๕ เปอร์เซนต์ของสิ่งที่คุณค้นพบ คุณไม่สามารถที่จะแบ่งปันกับใครได้ ส่วนที่เหลืออีก ๕ เปอร์เซนต์ก็มีความเป็นไปได้สูงที่บอกใครไปก็เสี่ยงต่อการเข้าใจผิด ๛
Be Neurotic!
 
บ้าบอให้มันเต็มที่ไปเลย!

ยามที่สภาวะอารมณ์อันไม่พึงปรารถนาปรากฎขึ้น จงอย่าไปตัดสิน อย่าไปปิดกั้น อย่าไปกดทับ...จงอย่าลังเลใดๆทั้งสิ้น

จงรู้สึกบ้าบอและสับสนให้มันเต็มที่ไปเลย แสดงมันออกมา แบ่งปันให้พี่น้องกัลยาณมิตรทางธรรมได้รับรู้ ไม่ว่ามันจะดูไร้สาระ เลวร้าย ต่ำต้อย หรืองี่เง่าสักเพียงใด

คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปต้านสายธารอันไม่หยุดนิ่งของชีวิต ดัดจริตต่อตนเองและผู้อื่น เพื่อจะได้ดูมีความสำคัญ สูงกว่า ดีกว่าสภาวะความเป็นตัวของคุณเองในป้จจุบันขณะ เมื่อคุณเต็มใจที่จะสัมผัสประสบการณ์อีกด้านของชีวิตของความเป็นคนที่งี่เง่า ห่วยแตก เพี้ยน บ้าบอ ไร้สาระ ดูบ้างสักระยะ นั่นเป็นโอกาสให้คุณได้เรียนรู้ที่จะขจัดเปลือกของความอวดดี หยิ่งยโสออกไป ปล่อยให้ตัวตนทางจิตวิญญาณได้ตายไปเสีย เพื่อกลับไปสู่รากฐานของความว่างภายใน เปิดใจในการเดินทาง เผชิญหน้ากับความไม่รู้ แล้วตื่นรู้สู่ความเป็นไปได้อันไพศาลของชีวิต

คุณจะยอมปล่อยให้โอกาสดีๆเช่นนี้ผ่านไปได้อย่างไรกัน ๛
In the Case of a Dead End
 
ในการภาวนา ปกติจะมีการเดินทางลักษณะใดลักษณะหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ โดยที่ประสบการณ์แห่งการเดินทางนั้นจะมาหาเราเองในขณะที่เรานั่ง หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับความคาดหวังลมๆแล้งๆที่เราแบกติดตัวมา

แต่ในบางเวลา เรานั่งไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า แต่ดูเหมือนจะไม่มีการเดินทางที่ว่านั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด เรารู้สึกเหมือนดั่งถูกปิดกั้นด้วยกำแพงอิฐ หรือจะเรียกได้ว่าพบทางตันก็ไม่ผิดนัก

ในกรณีนั้น จงเอาอย่างท่านโพธิธรรม ผู้ซึ่งนั่งประจันหน้ากับกำแพงอิฐนานเป็นเวลานานถึง ๗ ปีอย่างไม่ย่อท้อ จงเผชิญกับทุกอุปสรรคที่ขวางกั้นอย่างไม่กลัว หรือเขินอาย จงยืดหยัดในศักดิ์ศรีแห่งการเดินทางอย่างไม่ต้องพะวงถึงการบรรลุเป้าหมาย ๛
The Wiles of Ego
 
ศีลและวินัยจากแง่มุมของการภาวนา หมายถึง "การจริงใจต่อตนเอง" เราต้องรู้จักเฝ้ามองดูตัวเองว่า ในแต่ละวันเรามีความตั้งใจที่จะฝึกฝนสิ่งที่เราเรียนรู้มาอย่างสม่ำเสมอเพียงไร เรามีความแน่วแน่ที่จะทุ่มเทเวลาให้กับตัวเองในเรื่องนี้อย่างไม่มีข้อแม้ หรือการต่อรองหรือไม่

เราต้องเรียนรู้ที่จะเพิกเฉยต่อการขึ้นๆลงๆของจิตในแต่ละวัน เพิกเฉยกับความไม่อดทน ความสับสน เสียงภายนอกที่บอกให้เราวิ่งวุ่นไม่หยุดอยู่นิ่ง หรือความพยายามที่จะรักษาภาพของการเป็นคนที่มีคุณค่าไว้ก็ตามที

เราต้องรู้จักปล่อยวางทุกอย่าง เพื่อการนั่งเฉยๆ เติมเต็มความตั้งใจ โดยไม่ไปมัวพะวงอยู่กับความรู้สึกขึ้นๆลงๆ เราต้องเรียนรู้ที่จะ “บ้า” สักหน่อยถึงจะสามารถทำได้ เพราะอัตตาจะคอยให้ข้อแก้ต่างด้วยหลักตรระกะที่น่าเชื่อถือ เพื่อที่จะชักจูงให้เราหยุดปฏิบัติ หรือ เว้นไปสักวันสองวัน เราต้องบ้าพอที่จะเพิกเฉยต่อกับดักของอัตตาโดยสมบูรณ์ ..นั่นคือหนทางเดียว ๛
When You Accept the Natural Limitations
 
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัดในชีวิต
ศิโรราบในกรรมและผลแห่งกรรมในปัจจุบันขณะ...

เมื่อนั้นพลังแห่งการตื่นรู้จะขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต

และเมื่อเราเลิกที่ทะเยอทะยานจะเป็นอะไรต่อมิอะไร
ที่ดูยิ่งใหญ่ไปกว่าการเป็นคนเดินดิน ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ที่มีชีวิตอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม
ในวัฎฎะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด..

การยอมรับและทำความเข้าใจถึงสภาวะธรรมนั้น
จะทำหน้าที่เป็นดั่งพลังแห่งปัญญา ที่จะแทรกผ่านเมฆหมอกแห่งความกลัว
จนชีวิตของเราค่อยๆคลี่บานกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อันกว้างใหญ่อย่างไม่มีขีดจำกัด ๛
Past and Future Are Only Thoughts
 
หากเราสามารถพักใจให้อยู่ในสภาวะธรรมเดิมแท้ อันว่างปราศจากการปรุงแต่ง
เมื่อนั้นอดีตและอนาคตไม่เพียงแต่จะหมดความสำคัญ แต่เราแทบจะหามันไม่พบอีกต่อไป

แท้จริงแล้ว ยามเมื่อเราเข้าใจในประสบการณ์ตรงในแต่ละชั่วขณะของชีวิต
อดีตและอนาคตหาใช่สิ่งอื่นใดนอกไปเสียจาก
หลักการที่เราพยายามจะยัดเยียดให้กับปัจจุบัน

...ความเป็นปัจจุบันอันไม่สามารถให้ข้อจำกัดหรือคำนิยามได้

ในความว่างของจิต เราจะพบการเต็มเปี่ยมในศักยภาพ ณ ปัจจุบันขณะ
ที่จะทำให้เราได้ตระหนักว่าความคิดฟุ้งซ่านในอดีตและอนาคตเหล่านั้นหาได้แก่นสาระอะไรเลย ๛
When I have a thought about the future...
 
เมื่อเรามีความคิดคาดหวังกับอนาคต...

ความคิดนั้นหาใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจากสายลมที่พัดผ่านปัจจุบันกาล

หากเรามัวหมกมุ่นกับความคิดราวกับสิ่งจริงแท้ถาวร เป็นอนาคตที่แน่นอนจับต้องได้ เมื่อนั้นเราได้เข้าใจผิดอย่างมหันต์

แต่หากเรารู้เท่าทัน สร้างสัมพันธ์กับความคิดด้วยใจไม่ยึดมั่น เสมือนสายลมแห่งปัจจุบันขณะกำลังพัดผ่านสู่ประสบการณ์ข้างหน้าที่ไม่มีใครรู้

...เมื่อนั้นเรากำลังได้ก้าวเข้าสู่ความเข้าใจแห่งสภาวะธรรมที่แท้ ๛
What is Already Going On...
 
การภาวนาไม่จำเป็นจะต้องพาเราไปสู่สภาวะจิตที่ลึกซึ้งขึ้นเสมอไป...

เพราะเป้าหมายของการภาวนาไม่ได้อยู่ที่ การพาเราไปสู่สภาวะจิตที่ลึกล้ำ หรือสูงส่งเหนือมนุษย์

ตรงกันข้ามการภาวนาจะนำเราไปสู่การสร้างปฏิสัมพันธ์กับทุกอารมณ์ ความรู้สึก แห่งความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

ทุกประสบการณ์ชีวิตมีแง่มุมที่ลึกซึ้งรอให้เราได้เข้าไปเรียนรู้ได้ในทุกขณะ

ความปรารถนาที่จะลิ้มรสประสบการณ์ของการเข้าถึงความจริงสูงสุด จะถูกเติมเต็มก็ต่อเมื่อ เราได้ให้คุณค่ากับทุกสัมผัสแห่งประสบการณ์ชีวิตด้านในโดยสมบูรณ์ อย่างที่ไม่ต้องไปมองหาคำตอบจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย ๛
They Found a Way
 
ธรรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในสายการปฏิบัติ คือ...

บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งธรรม ไม่ใช่เพราะว่า เป็นเทวดามาเกิด หรือมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์

แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุทิศตนเพื่อการฝึกฝน ทำสมาธิบำเพ็ญเพียรชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าอย่างไม่เคยย่อท้อ อย่างที่เรียกได้ว่า พุทธธรรมเป็นดั่งศูนย์กลางชีวิตของพวกเขาโดยแท้..

บ่อยครั้งที่เรามักจะยกย่องบูชาธรรมาจารย์ผู้รู้แจ้งไปในทางที่ผิดๆ โดยคิดไปว่า "ท่านสุดยอดเหลือเกิน เพราะว่าท่านมีปัญญาเป็นเลิศ มีพรสวรรค์ทางธรรมเลิศล้ำกว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปอย่างเราๆ" การมัวคิดเช่นนั้น เป็นความพยายามที่จะหาข้อแก้ต่างให้กับความคิดอันคับแคบ และความเกียจคร้าน ไร้ซึ่งความพากเพียรวิริยะของเรา

หากเอาแต่คิดเช่นนั้น เราจะไม่มีทางเข้าใจความหมายของสายการปฏิบัติอันยาวนานที่สืบทอดมาจากพระพุทธองค์ได้เลย

หลักคำสอนและเส้นทางการฝึกฝนตนเองในวิถีแห่งพุทธะนั้นมีไว้สำหรับมนุษย์เดินดินธรรมดาทุกคน ให้ได้เข้าถึงความรู้แจ้งแห่งศักยภาพที่มีอยู่ในตนเอง ตามเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไปในปัจจุบันขณะของชีวิต ๛
Making Peace With Death
 
หากเราอยากมีชีวิตที่แท้ เราต้องฝึกที่จะสร้างสัมพันธ์กับความตายอย่างถูกต้อง

เราต้องเข้าใจว่า
ไม่เพียงแต่ไม่มีสิ่งใดในตัวเราที่จะอยู่ยืนยงคงกระพัน
จริงๆแล้วทุกอย่างได้ตายไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก...

หากเราได้ใคร่ครวญถึงความจริงข้อนี้กันอย่างลึกซึ้ง
ความสิ้นหวังดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
มันดูจะเป็นความจริงขั้นสูงสุดของการดำรงอยู่

การเข้าถึงธรรมชาติของความตายจะนำเราไปสู่การเข้าใจชีวิตที่ว่า
ไม่มีสิ่งใดที่เราจะสามารถไปยึดมั่นถือมั่น
ไม่มีสิ่งใด และสถานที่ใดที่เราจะสามารถให้ความพึงพอใจสูงสุดแก่เราในบั้นปลาย

เมื่อเราได้ศิโรราบกับความตาย เราจึงสามารถเริ่มตั้งคำถามกับการมีชีวิต
ถามถึงสิ่งที่ชีวิตอาจต้องการจากเรา แม้เพียงน้อยนิด

แต่ไม่ว่าคำตอบจะคืออะไร
มันก็ใช่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
เราไม่มีทางเลือกที่จะไปจบลงที่อื่นใด
และชีวิตของเราก็ไม่มีวันที่จะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย... ๛
Not a Static Entity
 
พื้นที่ภายในใจหาใช่อัตลักษณ์ที่แน่นิ่ง...

ในเบื้องต้น จิตอาจดูมีลักษณะเฉพาะและมีข้อจำกัดบางอย่าง
แต่เมื่อเรารู้จักที่จะปล่อยวาง จิตก็จะเปิดกว้างกลายเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จักอีกต่อไป

มันอาจจะไปถึงจุดที่ว่า เราได้ปล่อยวาง ลึกลงไป ลึกลงไป...
จนเราได้ตกไปอยู่ใน "ความว่าง" อันไร้มิติและขอบเขต

นั่นคือ แว้บหนึ่งของอิสรภาพแห่งชีวิต ที่เราต่างปรารถนา ๛
The Very Same Reality
 
ความจริงแห่งชีวิตจะปรากฏให้จิตใจเราสัมผัสได้ในหลากหลายแง่มุม

เมื่อจิตใจเรายุ่งเหยิง ทั้งความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สภาวะจิตใดๆ ดูจะเต็มไปด้วยปัญหา ทำเอาเราแสนสับสน เจ็บปวด และเป็นทุกข์

มันปรากฏต่อจิตใจ ราวกับสิ่งจริงแท้ถาวร แข็งทื่อ ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้

แต่พอเราได้นั่งลง วางใจให้ผ่อนคลายกับความเป็นไปแห่งสรรพสิ่ง
จิตใจเราค่อยๆกลับมาสู่ธรรมชาติเดิมแท้

ทันใดนั้น เราอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าประสบการณ์เดิมๆที่ดูเจ็บปวดเหล่านั้น
กลับมีนัยแห่งความหมายและความสุขที่แท้แห่งชีวิตปรากฏอยู่ให้เราสัมผัสได้ไปพร้อมๆกัน ๛
Entering the True Way
 
ความตาย..ไม่ว่าจะเป็นการแตกสลายของตัวตนในแต่ละขณะ ความล้มเหลวของโครงการล้านแปด การพลัดพรากจากคนที่เรารัก ความเจ็บป่วยทางกาย หรือการสิ้นสลายของร่างกายนี้ในที่สุด...

ครั้นเมื่อเราได้ตระหนักว่า ความตายนั้นเป็นเสมือนดั่งรากฐานการปรากฏของพลังปัญญาแห่งการตระหนักรู้ อีกทั้งยังมอบประตูสู่การเข้าถึงแง่มุมแห่งชีวิตที่เปิดกว้างมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับความตายก็จะนำไปสู่ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงภายในที่ลึกซึ้งและยั่งยืนในทุกขณะ

เมื่อนั้นชีวิตแต่ละวินาทีก็จะกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ อันตั้งอยู่บนความไม่ประมาทอย่างแท้จริง

นี่คือสิ่งที่ท่านอสังกะ เรียกว่า "การปฏิวัติจากรากฐาน" และที่ท่านโดเก็น เรียกว่า "การเข้าสู่หนทางที่แท้" ๛
Sometimes the Pieces Fall into Place
 
บางเวลาเมื่อเศษเสี้ยวแห่งชีวิตกลับเข้าสู่ที่ทาง อะไรๆดูจะลงตัว ทำเอารู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมาย

แต่ที่น่าขันก็คือ ความหมายที่ว่านั้นที่สุดแล้วก็หาได้มีความหมายอะไรเลย ..มันแค่ดูเหมือนจะมีก็เท่านั้น

เมื่อชีวิตเราผกผันอีกครั้ง ทันใดนั้นเรากลับรู้สึกหมดสิ้นคุณค่า ไร้ซึ่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ แต่มันกลับน่าสนใจที่ว่า ประสบการณ์ของการหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดูจะไม่ไร้ความหมายไปเสียเลยทีเดียว

เพราะหากเราสังเกตให้ดี เราจะได้เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ๛
The More Freedom We Taste
 
พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า :

เมื่อเราได้ลิ้มรสประสบการณ์แห่งอิสรภาพบนเส้นทางแห่งการฝึกตนมากเท่าไร ก็ยากที่เราจะอยากหวนกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่เต็มไปด้วยความแข็งทื่อ ความมืดมิด และความอึดอัดขัดข้อง จากการมัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านไปวันๆ

อรรถกถา:

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมการภาวนาในชีวิตประจำวันจึงมีความสำคัญต่อชีวิตเรายิ่งนัก

การภาวนาจะค่อยๆพาเราเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับจิตใจที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ซึ่งดูจะตรงกันข้ามกับความหมกมุ่น เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะแห่งความคิดฟุ้งซ่านที่คุ้นชิน

ช่วงเวลาสั้นๆของการปฏิบัติ ทำให้เราได้ตระหนักว่า มันยังมีอีกแง่มุมของชีวิตที่น่าถวิลหา และท้ายที่สุดเราก็ไม่อาจเลือกเดินหนีไปในทิศทางอื่นได้อีกต่อไป

เราต่างต้องการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับโลกใบนี้ในวิถีทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ..เป็นความสัมพันธ์อันยั่งยืน จากการที่เราไม่พยายามที่จะพรากชีวิตออกจากความตื่นรู้อันกว้างใหญ่เลยแม้แต่เพียงวินาทีเดียว ๛
The Little Rough Edges
 
เรามัวใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งวุ่นกับการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง แก้ไข
สิ่งละอันพันละน้อย ที่บ่งบอกถึงความไม่ลงตัว ขอบเขตจำกัด
หรือความแปลกประหลาดผิดปรกติ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ทำไมเราถึงไม่ลองที่จะศิโรราบให้กับสถานการณ์ที่ว่านั้นกันดูบ้าง ?

...ลองเปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่นอนที่ไร้หนทางแก้ไข
ให้ได้แสดงธรรมชาติที่แท้จริงของมันให้เราได้เรียนรู้

แล้วเฝ้าดู ...
เมื่อนั้นชีวิตเราอาจได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่คาดฝันก็เป็นได้ ๛
Walk Humbly
 

ก้าวเดินอย่างอ่อนน้อม...

พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า:

การก้าวเดินท่ามกลางเหล่าธรรมบาล* เสมือนการเดินทางบนทางแคบๆ ที่รายรอบไปด้วยเทือกเขาสูงตระหง่าน

อรรถกถา:
เพียงแต่ในกรณีนี้ เทือกเขาเหล่านั้นมีชีวิตและกำลังเฝ้ามองเธออยู่ จงให้ความเคารพ และก้าวเดินอย่างอ่อนน้อมท่ามกลางเหล่ายักษ์ผู้ทรงธรรมฤทธิ์

ที่สำคัญ จงอย่าได้พยายามที่จะเป็นมากกว่าความเป็นตัวเธอที่แท้

..เธอไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรทั้งสิ้น นอกเสียจากความว่าง ๛

____________________

*ธรรมบาล (dharmapala) ผู้พิทักษ์รักษาธรรม มักปรากฏตัวจากความมืดในร่างของอสูรหน้าตาดุร้าย ธรรมบาล ถือ เป็นคุณลักษณะของพลังแห่งการตื่นรู้ที่ถูกปลุกขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติให้ตระหนักถึงกิเลส ตัณหา และพลังแห่งอวิชชาที่มีอยู่ในตนเอง จากนั้นจึงรวบรวม ถวายเป็นอาหารอันโอชะให้แก่เหล่าธรรมบาลได้ดื่มกิน

Relax, Relax, Relax
 
พื้นที่ว่างแห่งการเรียนรู้ภายในอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของจิตจะเปิดให้เราเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักที่จะผ่อนพัก...

ผ่อนพักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการผ่อนในแบบหลวมๆจนชีวิตของเราตกเข้าสู่วิถีทางแห่งการหมกมุ่นในตัวเอง

การผ่อนพักที่แท้ คือการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากการยึดมั่นในความคิด หลักการ หรือการคาดหมายความเป็นไปในสิ่งต่างๆรอบตัว

ปล่อยวางจนเราสามารถวางใจและเชื่อใจในชีวิตที่กำลังคลี่บานในทุกๆขณะ ๛

 
  Practitioner's Notebook  |  Dharma Q & A  |  Weekly Teachings in Thai  |  Weekly Teachings in Hebrew  |  Weekly Teachings In Spanish  |  Weekly Teachings in French  |  Weekly Teachings in Czech  
 
  Copyright © 2005 Dharma Ocean Foundation      |     Terms Of Use     |     Privacy Statement